สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
15 พฤศจิกายน 2548

วันนี้ (วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2548) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง จำนวน 4 ฉบับ ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทน กรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ. ....
  5. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพิจารณาการกระทำผิดวินัยของข้าราชการ
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ผลการดำเนินงาน เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
  8. เรื่อง การปรับลดค่าธรรมเนียมที่ท่าอากาศยานภูเก็ตสำหรับเที่ยวบินเหมาลำ (Charter flight)
  9. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)
  10. เรื่อง ศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามแผนแก้ไขปัญหาความยากจน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  11. เรื่อง รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน
  12. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย "โครงการบ้านเอื้ออาทร" ระยะที่ 5
  13. เรื่อง การขอสนับสนุนจากรัฐเพื่อดำเนินการ "โครงการบ้านมั่นคง"
  14. เรื่อง โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Project) ของกระทรวงศึกษาธิการ
  15. เรื่อง สรุปความคืบหน้าการลงทุนในโครงการด้านไฟฟ้าและพลังงาน
  16. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects)
  17. เรื่อง การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ในสาขาต่าง ๆ ตามภารกิจการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  18. เรื่อง การจัดตั้งกองเรือพาณิชย์โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด กับ กลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทย
  19. เรื่อง การกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการเลือกตั้งทั่วไป
  20. เรื่อง ผลการเดินทางเยือนประเทศไทยของกรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค
  21. เรื่อง ผลการติดตามการจดทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  22. เรื่อง รายงานสถานการณ์ความก้าวหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก
  23. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง พ.ศ. ....
  24. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (กระทรวงวัฒนธรรม)
    2. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    3. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคลใน ก.ค.ศ.
    4. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
    5. การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการรับฟังความคิดเห็นด้านกฎหมายไทยทางเว็บไซต์
    6. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    7. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเรือไทยพุทธศักราช 2481 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบแล้ว ประกอบกับร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับการบรรจุในแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ ประจำปี 2548 แล้ว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขคำนิยาม "การค้าในน่านน้ำไทย"
  2. กำหนดให้เรือทุกประเภทเมื่อจดทะเบียนเรือแล้วให้ถือว่าเป็นเรือไทย
  3. กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนต้องปฏิบัติในการขอจดทะเบียนเรือ เช่น แสดงหลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ ยื่นรายการแสดงชื่อผู้ต่อเรือ เป็นต้น
  4. แก้ไขรายการในสมุดทะเบียนเรือไทยและให้มีสมุดทะเบียนเรือไทยสำหรับเจ้าของเรือ
  5. ยกเลิกขั้นตอนการเปลี่ยนตัวผู้ควบคุมเรือและกำหนดให้ผู้ควบคุมเรือต้องขอใบทะเบียนเรือใหม่ ด้วยเหตุต่าง ๆ
  6. กำหนดให้นายทะเบียนเรือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456
  7. กำหนดให้เรือไทยที่ได้จดทะเบียนแล้วจะใช้ชื่อเรืออย่างอื่นให้ผิดไปจากที่ได้จดทะเบียนไว้ไม่ได้และการขอใช้หรือเปลี่ยนชื่อเรือให้ทำตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  8. กำหนดให้หลักเกณฑ์ในการเปลี่ยนแปลงตัวเรือหรือส่วนอื่นของเรือที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วและอัตราส่วนคนประจำเรือไทยที่มีสัญชาติไทยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  9. กำหนดให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเหตุอื่นใด ที่ทำให้การจดทะเบียนเรือสิ้นไปและการออกใบรับรองการถอนทะเบียนเรือให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "รถ" และบทนิยามคำว่า "ค่าเสียหายเบื้องต้น"
  2. ยกเลิกบทนิยามคำว่า "เครื่องหมาย" และยกเลิกลักษณะและวิธีการในการใช้เครื่องหมายแสดงการมีประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวกับเครื่องหมาย
  3. กำหนดให้เจ้าของรถหรือผู้ใช้รถต้องเก็บหลักฐานแสดงการมีประกันความเสียหายไว้ และพร้อมแสดงหลักฐานดังกล่าวต่อเจ้าพนักงาน
  4. กำหนดให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกตรวจสอบการมีประกันความเสียหายก่อนรับจดทะเบียนรถยนต์หรือรับชำระภาษีรถยนต์ประจำปี
  5. กำหนดกรณีที่ให้นายทะเบียนเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นคืนจากเจ้าของรถหรือบริษัทรวมทั้งการเรียกเงินเพิ่ม
  6. กำหนดให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยอาจจัดสรรดอกผลของเงินกองทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและค่าใช้จ่ายอื่น
  7. ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง จำนวน 4 ฉบับ ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง รวม 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องและการจดทะเบียนการตั้งตัวแทน พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตตั้งสาขาและการออกใบอนุญาตตั้งสาขา พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบแทนใบทะเบียนที่สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสมาคมเจ้าของเรือไทยไปพิจารณาด้วย และดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงทั้ง 4 ฉบับเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรวมทั้งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม เพื่อให้พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 มีผลใช้บังคับโดยสมบูรณ์ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องและการจดทะเบียนการตั้งตัวแทน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการขยายความเกี่ยวกับกรณีการกำหนดให้ดำเนินการรับหรือส่งมอบของตามที่ระบุไว้ในสัญญาขนส่งรูปแบบเดียว ไม่ถือเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการจดทะเบียนผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง รวมถึงการจดทะเบียนการตั้งตัวแทนและผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องในต่างประเทศที่ประสงค์จะประกอบกิจการในประเทศไทย
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... เป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในแต่ละรายการโดยใช้ฐานเดียวกันคือร้อยละห้าสิบของอัตราในบัญชีอัตราค่าธรรมเนียมแนบท้ายพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548
  3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตตั้งสาขาและการออกใบอนุญาตตั้งสาขา พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 ที่ประสงค์จะตั้งสาขาในการประกอบกิจการให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวี กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี
  4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบแทนใบทะเบียนที่สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องจดทะเบียนยื่นคำขอรับใบแทน ใบทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงเหตุดังกล่าว

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2542) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2546) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน กับทั้งเพิ่มภาระผู้ประกันตนที่ต้องยื่นหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของบุตรต่อสำนักงานทุกปี และไม่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินการเพื่อให้การคุ้มครองลูกจ้างตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเท่าที่ควร และกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นกฎหมายที่สำนักงานประกันสังคมได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาของสำนักงานประกันสังคม ปี 2548 จึงเห็นควรยกเลิกกฎกระทรวง ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวและยกร่างร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไขและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ. .... ขึ้นแทน โดยเพิ่มประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร ให้เหมาจ่ายเป็นเงินจากอัตรา 200 บาท ต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคนเป็น 250 บาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานได้ตรวจพิจารณาแล้ว เห็นชอบกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

ต่อมากระทรวงแรงงานเห็นว่า สมควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนที่มีบุตรอายุไม่เกิน 6 ขวบ ให้ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงขอปรับแก้ไขประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร เป็นเหมาจ่ายในอัตรา 350 บาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน ซึ่งการปรับแก้ไขเพิ่มจำนวนเงินสงเคราะห์บุตรได้มีการศึกษาวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ประกันภัยแล้วว่า มิได้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม

ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรต้องยื่นหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของบุตรในเดือนตุลาคมของทุกปี ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ตรวจสอบ เว้นแต่กรณีไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือมีเหตุควรสงสัย จึงให้เป็นหน้าที่ผู้ประกันตนแสดงหลักฐาน
  2. แก้ไขเพิ่มเติมประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรให้เหมาจ่ายเป็นเงินจากเดิมในอัตรา "สองร้อยบาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน" เป็น "สามร้อยห้าสิบบาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน"

5. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพิจารณาการกระทำผิดวินัยของข้าราชการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2532 เรื่อง การพิจารณาการกระทำผิดวินัยของข้าราชการ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ โดยให้ส่วนราชการและคณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายต่าง ๆ ถือปฏิบัติว่าในกรณีข้าราชการกระทำผิดวินัยโดยปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นไปหาประโยชน์ ให้ถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และลงโทษอย่างน้อยปลดออกจากราชการ ซึ่งสำนักงาน ก.พ. พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

เดิมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2532 มีมติให้ส่วนราชการและคณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายต่าง ๆ ถือปฏิบัติว่า ในกรณีข้าราชการกระทำผิดวินัยโดยปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นไปหาประโยชน์ ให้ถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และลงโทษอย่างน้อยให้ออกจากราชการ


6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้ประกาศใช้บังคับมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง และตามหมวด 2 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา (มาตรา 33 - 39) กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศกำหนดให้มีเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 175 เขตพื้นที่การศึกษา โดยมีคณะกรรมการ และ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ประกอบกับการดำเนินการในองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการมอบอำนาจ ภารกิจ เกี่ยวกับงานด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบุคคลและการบริหารทั่วไป ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาบางส่วนแล้ว จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ดังกล่าวให้สอดคล้องและสัมพันธ์กัน โดยประสงค์ให้ทุกส่วนราชการในองค์กรหลัก ได้มีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้ง 4 ด้าน ข้างต้น ไปยังคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ดังนี้

  1. กำหนดคำนิยาม
  2. การกระจายอำนาจ ไม่เป็นการเพิ่มขั้นตอนหรือระยะเวลาในการใช้อำนาจ
  3. กำหนดหลักเกณฑ์ในการกระจายอำนาจ
  4. กำหนดเรื่องที่กระจายอำนาจไม่ได้ ได้แก่ เรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายสำคัญของกระทรวง
  5. การกระจายอำนาจต้องทำเป็นหนังสือโดยระบุให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่กระจายและผู้รับการกระจายอำนาจ
  6. ให้หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการให้มีการกระจายอำนาจตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวงภายใน 90 วันนับแต่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

7. เรื่อง ผลการดำเนินงาน เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ระหว่างวันที่ 26 กันยายน - 21 ตุลาคม 2548 ดังนี้

จำนวนเด็กที่นำส่งเข้ารับอุปการะในสถานสงเคราะห์จำแนกตามรูปแบบการรับอุปการะและ สาเหตุการนำส่ง

รูปแบบการรับอุปการะ และสาเหตุการนำส่ง อุปการะเป็นการชั่วคราว รับอุปการะเป็นการถาวร รวม
9-25 ก.ย. (16 วัน) 26 ก.ย. - 21 ต.ค. (25 วัน) 9-25 ก.ย. (16 วัน) 26 ก.ย.- 21 ต.ค. (25 วัน)
รวม 30 56 29 44 159
- ครอบครัวแตกแยก บิดา/มารดา ต้องทำงานนอกบ้าน 6 27 4 8 45
- ครอบครัวมีฐานะยากจน 7 5 5 5 22
- บิดา มารดาต้องโทษ 8 8 - - 16
- ตั้งครรภ์นอกสมรส/ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ 2 8 6 12 28
- มารดารับการสงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์ 1 5 - - 6
-เร่ร่อน - 2 - - 2
- มารดาติดเชื้อ HIV - - 1 1 2
- ญาติไม่สามารถอุปการะได้ - - 2 - 2
- ทอดทิ้งในที่สาธารณะ - - 2* 3* 5
- ทอดทิ้งไว้กับผู้รับจ้างเลี้ยง - - 6* 6* 12
- ทอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาล - - 3* 7* 10

* กระทรวงฯ ต้องดำเนินการประกาศสืบหาญาติ การรับรองเข้าทะเบียนราษฎร และเข้าสู่กระบวนการจัดหาครอบครัวบุญธรรม

ผลการดำเนินงานช่วยเหลือเด็กที่นำส่งเข้ารับอุปการะในสถานสงเคราะห์ จำแนกตามรูปแบบการให้ความช่วยเหลือและสาเหตุการนำส่ง พบว่า การทำ MOU ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและการประชาสัมพันธ์บริการของกระทรวงฯ มีผลต่อการส่งเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ กล่าวคือ ผู้ที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง หรือฐานะยากจน จะนำเด็กมาฝากอุปการะเป็นการชั่วคราวเพิ่มขึ้น ในขณะที่การมอบเด็กให้สถานสงเคราะห์เป็นการถาวรเพื่อหาครอบครัวบุญธรรมลดลง ทำให้คาดการณ์ได้ว่า บิดา มารดาส่วนใหญ่มีความรัก และไม่ต้องการทอดทิ้งบุตร แต่ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและเวลา ทำให้ต้องนำเข้ารับการสงเคราะห์

นอกจากนี้ยังพบว่า กรณีที่มอบเด็กให้สถานสงเคราะห์เป็นการถาวร ส่วนใหญ่มีสาเหตุการตั้งครรภ์ ไม่พึงประสงค์ / ตั้งครรภ์นอกสมรส อีกทั้งมีแนวโน้มการนำบุตรมาฝากอุปการะหรือมอบให้สถานสงเคราะห์เป็นการถาวร เพิ่มขึ้น

ในส่วนของกลุ่มเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ไม่สามารถสืบหาสาเหตุจากครอบครัว จะเห็นได้ว่า กลุ่มเด็กที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ หรือทอดทิ้งไว้กับผู้รับจ้างเลี้ยงแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่โรงพยาบาลมีการทอดทิ้งเด็กเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า การทำ MOU ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากช่วงเวลาที่รวบรวมผลการดำเนินงานต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การที่มีเด็กถูกทอดทิ้งในโรงพยาบาลเท่ากับกึ่งหนึ่งของเด็กที่โรงพยาบาลนำส่งกล่าวคือ ในช่วง 16 วันแรกของการทำ MOU โรงพยาบาลนำส่งเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ 5 ราย เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง 3 ราย ในขณะที่ผลการดำเนินงานช่วงที่สองใน 25 วันถัดมา โรงพยาบาลนำส่งเด็ก จำนวน 14 ราย และเป็นเด็กถูกทอดทิ้ง 7 ราย ดังนั้น

สิ่งที่จะเสริมสร้างประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้น คือ การเฝ้าระวังและให้ความใส่ใจกับกลุ่มสตรีที่ตั้งครรภ์ และสตรีที่ใกล้คลอด

จำนวนเด็กที่นำส่งเข้ารับอุปการะในสถานสงเคราะห์จำแนกตามอายุ

จำแนกอายุ 9-25 ก.ย. 2548
(16 วัน)
26 ก.ย. - 21 ต.ค. 2548
(25 วัน)
รวม
แรกเกิด - 6 เดือน 25 58 83
6 เดือน - 1 ปี 6 7 13
1 ปี - 1 ปี 6 เดือน 2 8 10
1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 3 7 10
2 ปีขึ้นไป 23 20 45
รวม 59 100 159

ผลการดำเนินงานช่วยเหลือเด็กที่นำส่งเข้ารับอุปการะในสถานสงเคราะห์เมื่อจำแนกตามอายุ พบว่า การทอดทิ้งเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 6 เดือน มีจำนวนมากเป็นลำดับหนึ่ง ทั้งนี้ อาจเนื่องจากความไม่พร้อมของครอบครัว หรือการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ จึงทำให้แนวโน้มการทอดทิ้งเด็ก โดยทันทีมีมาก

จำนวนเด็กที่นำส่งเข้าสถานสงเคราะห์จำแนกตามหน่วยงานนำส่ง

จำแนกตามหน่วยงานนำส่ง 9-25 ก.ย. 2548
(16 วัน)
26 ก.ย. - 21 ต.ค. 2548 (25 วัน) รวม
โรงพยาบาล 5 14 16
ครอบครัว 9 13 22
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 36 63 102
ตำรวจ/องค์กรเอกชน 9 10 19
รวม 59 100 159

ผลการดำเนินงานช่วยเหลือเด็กที่นำส่งเข้ารับอุปการะในสถานสงเคราะห์เมื่อจำแนกตามหน่วยงานนำส่ง พบว่า หน่วยงานตำรวจและองค์กรเอกชน ซึ่งเป็นหน่วยที่เข้าไปช่วยเหลือเด็กถูกทอดทิ้งในพื้นที่สาธารณะ มีอัตราส่วน ลดลง เมื่อเทียบกับจำนวนวันที่มีการรายงานผล คือ ผลการดำเนินงาน ช่วงแรก 16 วัน ตำรวจและองค์กรภาคเอกชนนำส่งเด็ก 9 ราย ผลการดำเนินงานช่วงที่สอง 25 วัน นำส่งเด็ก 10 ราย นอกจากนี้ยังพบว่า ครอบครัว มารดา บิดา หรือผู้ปกครอง นำเด็กมาขอรับการช่วยเหลือที่จุดบริการมากขึ้น อาทิ นำส่งที่สถานสงเคราะห์ด้วยตนเอง หรือนำส่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงว่าประชาชนและสังคมรับรู้ช่องทางและโอกาสในการเข้าถึงบริการของกระทรวงฯ มากขึ้น โดยผ่านการประชาสัมพันธ์ และการทำความตกลงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

แนวทางการแก้ไขและข้อเสนอแนะ

  1. ควรมีโครงการ/กิจกรรมเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนมีครอบครัว และเตรียมความพร้อมครอบครัวก่อนมีบุตร โดยใช้กลไกในระดับพื้นที่ อาทิ สถานีอนามัย ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน อาสาสมัครในชุมชน เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษา และประสานการให้บริการเพื่อส่งเสริมศักยภาพและความพร้อมในการมีครอบครัวและการมีบุตรเมื่อพร้อม
  2. สถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับเตรียมอุดมศึกษา อุดมศึกษา และสายวิชาชีพ ควรมีกิจกรรมและให้ความรู้ในการเตรียมความพร้อมก่อนมีครอบครัว
  3. ใช้กลไกสื่อในการสร้างความตระหนักและรณรงค์การมีเพศสัมพันธ์ในวัยอันควร และการมีครอบครัว มีบุตรเมื่อพร้อม
  4. เสริมสร้างอาสาสมัคร และองค์กรระดับชุมชนในการเฝ้าระวังปัญหาการทอดทิ้งเด็ก รวมถึงปัญหา อันอาจเป็นเหตุให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เช่น การข่มขืนกระทำชำเรา การมั่วสุมของกลุ่มเด็กและเยาวชน
  5. ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารและบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรณรงค์ สร้างความตระหนักในบทบาทของครอบครัว และบทบาทความเป็นพ่อแม่
  6. มีการพัฒนามาตรการ กลไก เพื่อส่งเสริมให้บิดามารดาได้มีโอกาสและมีศักยภาพในการเลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง อาทิ การสนับสนุนให้ชุมชน / องค์กรชุมชน / กลุ่มผู้สูงอายุ / กลุ่มสตรี หรืออาสาสมัครในชุมชน ทำหน้าที่ในการดูแลเด็กในช่วงเวลาที่บิดามารดาไปทำงาน ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน หรือการทำงานที่บ้าน เพื่อให้บิดา มารดา มีเวลาเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
  7. การพัฒนาบุคลากรของทั้งสองกระทรวง เพื่อสร้างความร่วมมือ พัฒนาทักษะในการทำงานและร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหา อาทิ การสัมภาษณ์ การสังเกต การให้คำปรึกษาแนะนำ และความรู้ด้านจิตวิทยาครอบครัว และพัฒนาการแต่ละช่วงวัย รวมถึงทักษะในการเป็นนักเฝ้าระวังทางสังคม

8. เรื่อง การปรับลดค่าธรรมเนียมที่ท่าอากาศยานภูเก็ตสำหรับเที่ยวบินเหมาลำ (Charter flight)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานการปรับลดค่าธรรมเนียมที่ท่าอากาศยานภูเก็ตสำหรับเที่ยวบินเหมาลำ (Charter flight) ดังนี้

  1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ปรับลดค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลง ของอากาศยาน (Landing Fee) สำหรับเที่ยวบินเหมาลำ ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ลงร้อยละ 50 ของอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน มีกำหนด 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2548
  2. บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ขยายระยะเวลาปรับลดค่าบริการควบคุมจราจรทางอากาศลงร้อยละ 15 สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งเที่ยวบินเหมาลำที่ขึ้น-ลง ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต มีกำหนด 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2548
  3. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปรับลดค่าบริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ร้อยละ 10 ของอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2548 รวมระยะเวลา 6 เดือน

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดการประชุมเมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2548 โดยมี ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางอากาศ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีมติสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. เหตุผลและความจำเป็น

จากการรวบรวมสถิติจำนวนเที่ยวบินไม่ประจำ (ซึ่งประกอบด้วยเที่ยวบินเหมาลำและเที่ยวบินพิเศษ) ที่ทำการบินเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ตในปี 2547 ที่ผ่านมา พบว่า เที่ยวบินส่วนใหญ่มาจากประเทศในกลุ่มตลาดหลัก ซึ่งได้แก่ เกาหลี จำนวน 205 เที่ยวบิน สวีเดน 159 เที่ยวบิน ฟินแลนด์ 104 เที่ยวบิน จีน 104 เที่ยวบิน รัสเซีย 61 เที่ยวบิน ไต้หวัน 50 เที่ยวบิน และจากประเทศอื่น ๆ อีก 110 เที่ยวบิน โดยขนส่งผู้โดยสารจากต่างประเทศเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ต 155,437 คน ทั้งนี้ ในภาพรวมช่วงระยะเวลาที่มีความถี่ของการทำการบินค่อนข้างสูงได้แก่ มกราคม - มีนาคม และพฤศจิกายน - ธันวาคม เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาของปี 2548 เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนเที่ยวบินไม่ประจำที่ทำการบินเข้าสู่ภูเก็ตอย่างมาก โดยมีจำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 80 และขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่ ท่าอากาศยานภูเก็ตเพียง 18,633 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมากว่าร้อยละ 80 เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินมาจากประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย โดยในช่วง 7 เดือนดังกล่าว มีเพียงเที่ยวบิน ที่บินมาจากสวีเดน และฟินแลนด์เป็นหลักแต่ก็ยังมีจำนวนลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง ร้อยละ 50 ในขณะที่เที่ยวบินไม่ประจำจากภูมิภาคเอเชียเพิ่งทำการบินจากจีนเข้ามายังภูเก็ตในช่วงเดือนกรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมาเท่านั้น และเมื่อเปรียบเทียบผลกระทบภายหลังธรณีพิบัติภัยต่อ สถานการณ์ด้านการบินเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ตแล้ว จะเห็นได้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2548 ที่ผ่านมา มีจำนวนเที่ยวประจำทำการบินเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ตลดลงกว่าร้อยละ 30 ในขณะที่ทำการบินด้วยเครื่องบินไม่ประจำ กลับมีจำนวนลดลง กว่าร้อยละ 80 จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางมาโดยเที่ยวบินไม่ประจำได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มที่จัดการเดินทางเข้ามาด้วยเที่ยวบินประจำ ดังนั้น หากสามารถกระตุ้นกลุ่มตลาดที่เดินทางเข้ามา โดยเที่ยวบินไม่ประจำให้เดินทางกลับเข้ามาในภูเก็ตได้อีกครั้ง ก็จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่ช่วยให้ สถานการณ์การท่องเที่ยวของภูเก็ตและชายฝั่งอันดามัน ฟื้นตัวกลับมาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สรุปจำนวนเที่ยวบินประจำและไม่ประจำที่ทำการบินเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต

จำนวนเที่ยวบิน มกราคม - มิถุนายน 2548 มกราคม - มิถุนายน 2547 การเปลี่ยนแปลง
(%)
เที่ยวบินประจำ 1,977 3,107 -36.37
เที่ยวบินไม่ประจำ 94 538 -82.53

2. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงอากาศยาน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เรียกเก็บจากเที่ยวบิน ไม่ประจำที่ทำการบินเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ต จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้บริษัทนำเที่ยวและสายการบินจัดแพ็คเก็จเที่ยวบินเหมาลำกลับมาสู่ภูเก็ตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการบินเข้ามาของเที่ยวบินเหมาลำดังกล่าวจะมีผลในแง่ของการทดสอบการฟื้นตัวของตลาดในระยะเริ่มต้น หากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยเที่ยวบินเหมาลำที่ทำการบินเข้าสู่พื้นที่ภูเก็ตและอันดามันมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอก็จะสร้างความมั่นใจให้สายการบินที่ทำการบินประจำกลับมาทำการบิน เที่ยวบินประจำในเส้นทางเข้าสู่ภูเก็ตอันจะเป็นส่วนช่วยให้สถานการณ์ท่องเที่ยวในภูเก็ต และแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน ฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว


9. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย รายงานผลความคืบหน้า การรายงานความพร้อมของหมู่บ้าน/ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทย จำนวน 72,780 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,467 หมู่บ้าน/ชุมชน จำแนกเป็น 1) ภาคเหนือ 16,332 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 96.66) 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 31,617 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 94.47) 3) ภาคกลาง 16,433 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 91.54) 4) ภาคใต้ 8,398 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 91.78)

ทั้งนี้ กรมการปกครองได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จำนวน 72,645 หมู่บ้าน/ชุมชน ปรากฏว่ามี หมู่บ้าน/ชุมชน ที่ส่งแบบรับรองผลการประชุมประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จำนวน 1,231 หมู่บ้าน/ชุมชน โดยกรมการปกครองได้แจ้งจังหวัดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง และส่งกลับมายังกรมการปกครองอีกครั้งหนึ่ง

2. กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความพร้อมและจัดทำบัญชีรายละเอียดสำหรับการพิจารณาจำนวน 71,414 หมู่บ้าน/ชุมชน จัดส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณให้ หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว แยกเป็น

รวมเป็นเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 16,751.20 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้วจำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 1,053.45 ล้านบาท จึงจะต้องใช้เงินงบประมาณประจำปี 2549 ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนอีก จำนวน 6,697.75 ล้านบาท

3. จากการตรวจสอบโครงการที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้ส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณ จำแนกเป็นประเภทโครงการได้ ดังนี้ 1) ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 32.81 2) ด้านการเกษตร ร้อยละ 8.54 3) ด้านส่งเสริมรายได้และอาชีพ ร้อยละ 6.04 4) ด้านสวัสดิการชุมชน ร้อยละ 37.85 5) ด้านอื่น ๆ ร้อยละ 14.76

4. กรมการปกครองได้รับรายงานข้อมูลการเบิกจ่ายเงินของหมู่บ้าน/ชุมชน ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 จากจังหวัด จำนวน 75 จังหวัด ปรากฏว่าเงินงบประมาณประจำปี 2548 ที่ได้โอนแล้ว จำนวน 9,000 ล้านบาท และเงินงบประมาณประจำปี 2549 ที่ได้โอนแล้ว จำนวน 1,053.45 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายจากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้ว จำนวน 2,015,682,078.20 บาท


10. เรื่อง ศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามแผนแก้ไขปัญหาความยากจน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีรับทราบเรื่อง"ศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน" ตามแผนแก้ไขปัญหาความยากจน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2548 เห็นชอบแผนแก้ไขปัญหาความยากจน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล เพื่อให้สามารถขจัดความยากจนของทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายดำเนินการคือ ผู้ไม่มีที่ดินทำกิน 889,022 ราย (63.22 %) มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ 517,263 ราย (36.78 %) รวม 1,406,285 ราย

เนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาฯ 5 ธันวาคม 2550 เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเห็นสมควรดำเนินโครงการในลักษณะการจัดตั้ง "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง" และ "ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน" ภายใต้แผนการแก้ไขปัญหาความยากจนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้แนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดดำเนินการ 2 รูปแบบดังนี้

  1. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน พัฒนาต่อยอดจากโครงการ 1 ตำบล 1ฟาร์ม และโครงการแปลงเรียนรู้ควบคู่การผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ ( 1 อำเภอ 1 แปลง) ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง ภายในปี 2551 โดยคัดเลือกแปลงเกษตรและ/หรือจัดหาที่ดินว่างเปล่าของราชการเพื่อจัดทำแปลงหมุนเวียนทำกินชั่วคราว และเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ให้แก่เกษตรกรที่ลงทะเบียนคนจน ซึ่งต่อไปจะพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชน
  2. นิคมเศรษฐกิจพอเพียง จัดที่ดินให้เกษตรกรทำกินถาวรในที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ โดยรวบรวมสมาชิกตามหลักสหกรณ์ จัดรูปแบบการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ ผลิตให้ได้มาตรฐาน และมีกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

การดำเนินงาน

  1. เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนการแก้ไขปัญหาความยากจน กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ให้เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ และรับบริการด้านต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ความยากจนด้านที่ดินทำกิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงดำเนินการให้มีการจัดตั้ง "ศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน" โดยมีเป้าหมายเกษตรกรรับบริการ 69 จังหวัดที่มีเขตปฏิรูปที่ดิน จะดำเนินการในปี 2549 จำนวน 700 ตำบล คาดว่าจะให้บริการเกษตรกรได้ 200,000 ราย
  2. จัดให้มีพิธีเปิดศูนย์ฯ แห่งแรก ณ "ศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน" ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอดิศร เพียงเกษ) เป็นประธานพิธีเปิด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 มีเกษตรกรมารับบริการประมาณ 2,000 คน และจะดำเนินการต่อเนื่องในพื้นที่ตำบลเป้าหมายต่อไป

11. เรื่อง รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนกในคน ดังนี้

  1. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวมอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง คือ
    • 1.1 วันที่ 1 มกราคม - 12 พฤศจิกายน 2548 เฝ้าระวังรวม 1,943 ราย จาก 74 จังหวัด
    • 1.2 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2548 มีรายงานผู้ป่วยอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง 26 ราย จากกรุงเทพมหานคร 9 ราย อุบลราชธานี 5 ราย สุพรรณบุรี 3 ราย นครปฐม นครสวรรค์ จังหวัดละ 2 ราย สิงห์บุรี ตราด เชียงราย สุโขทัย กาฬสินธุ์ อีกจังหวัดละ 1 ราย
  2. พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกในคน รวม 4 ราย คือ
    • 2.1 เสียชีวิต จำนวน 1 ราย เท่าเดิม คือเพศชาย มีอาชีพรับจ้าง อาศัยอยู่ในอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
    • 2.2 ได้รับการรักษา จำนวน 3 ราย จากรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 2 ราย และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 มีรายงานผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้น 1 ราย ในกรุงเทพมหานคร ขณะนี้รักษาอยู่ในโรงพยาบาล อาการดีขึ้นเกือบเป็นปกติแล้ว
  3. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดนกที่หมู่บ้านเบ็ญพาด ตำบลพังครุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏว่า มีอาการหายเป็นปกติแล้ว
  4. กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบเฝ้าระวังทุกพื้นที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หากพบผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เปิดห้องตรวจปฏิบัติการแบบเคลื่อนที่เสริมในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่สีแดงประจำการตรวจที่โรงพยาบาลพหลพลยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี และที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งใช้เวลาตรวจเพียง 8 - 12 ชั่วโมงก็จะทราบผล และรายงานด้วยระบบอินเตอร์เน็ต โดยแพทย์ทั้งประเทศสามารถตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ามาตรการนี้ล้ำหน้าในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  5. กระทรวงสาธารณสุขได้ย้ำกำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกตามแนวทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
  6. การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนกกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ จัดทำคู่มือโปสเตอร์ รวมทั้งติดตั้งป้ายโฆษณาในแหล่งชุมชน เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนมาโดยตลอด

12. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย "โครงการบ้านเอื้ออาทร" ระยะที่ 5

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย "โครงการบ้านเอื้ออาทร" ระยะที่ 5 ของการเคหะแห่งชาติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการให้การเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย "โครงการบ้านเอื้ออาทร" ระยะที่ 5 ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 - 2552 จำนวน 339,481 หน่วย วงเงินลงทุนโครงการรวมทั้งสิ้น 161,956.070 ล้านบาทโดยขอให้การเคหะแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินงาน สำหรับค่าใช้จ่ายอุดหนุนจากรัฐตามโครงการระยะที่ 5 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จำนวน 3,775,720,000 บาท เห็นสมควรให้การเคหะแห่งชาติปรับแผนการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงิน งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 โครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 4 จำนวน 6,000 ล้านบาท ไปดำเนินการก่อนได้ หากไม่เพียงพอให้ใช้จ่ายจากสัดส่วนการลงทุนที่เป็นเงินกู้ในส่วนที่การเคหะแห่งชาติรับผิดชอบตามจำนวนที่จำเป็นจะต้องใช้จริง โดยสอดคล้องกับความก้าวหน้าของงานและให้รับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาด้วย

ทั้งนี้ โครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 5 มีเป้าหมายดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549-2551 โดยกำหนดเป้าหมายการจัดสร้างที่อยู่อาศัยส่วนที่เหลือ จำนวน 339,481 หน่วย เพื่อพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่มีความต้องการในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและภูมิภาค ในพื้นที่ทั้งในเขตอำเภอเมืองและเขตอำเภอที่มีความเจริญลำดับรอง ๆ รวมทั้งรองรับการขยายตัวตามแนวโครงข่ายการคมนาคมสายสำคัญจากย่านแหล่งงานในศูนย์กลางเมืองไปยังย่านที่อยู่อาศัยในเขตชานเมือง เช่น ตามแนวถนนวงแหวนรอบนอก บริเวณ Sub-Center พื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ พื้นที่รอบ วงแหวนอุตสาหกรรม พื้นที่เมืองหลัก เมืองรอง และเมืองเศรษฐกิจชายแดนในภูมิภาค ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานและใช้เวลาในการเดินทางระหว่างที่พักอาศัยกับแหล่งงานในเมืองน้อยลง ทั้งยังช่วยลดความแออัดในเขตเมือง และก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ยังไม่มีการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยมีแนวทางการดำเนินงาน 5 แนวทาง ได้แก่ (1) การจัดทำโครงการในที่ดินของการเคหะแห่งชาติ (2) การใช้ที่ดินของ ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ (3) การขายอาคารที่สร้างแล้วเสร็จคงเหลือในตลาด (4) จัดทำโครงการในที่ดินที่ซื้อ จากเอกชน (5) จัดซื้อโครงการแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey) จากภาคเอกชน และเพื่อให้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับ ผู้มีรายได้น้อย "โครงการบ้านเอื้ออาทร" สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2552 การเคหะแห่งชาติจึงเน้นใช้แนวทางจัดซื้อโครงการแบบเบ็ดเสร็จจากผู้ประกอบการภาคเอกชนเป็นหลัก และก่อสร้างด้วยระบบอุตสาหกรรม


13. เรื่อง การขอสนับสนุนจากรัฐเพื่อดำเนินการ "โครงการบ้านมั่นคง"

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอสนับสนุนจากรัฐเพื่อดำเนินการ "โครงการบ้านมั่นคง" ตามที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแล้วมีมติเห็นชอบ ดังนี้

  1. ให้กระทรวงการคลังจัดแหล่งเงินในการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ (Mega Project) ซึ่งประกอบด้วย
    • 1.1 วงเงินอุดหนุนทั่วไปจากรัฐบาล สำหรับการปรับปรุง/พัฒนาระบบสาธารณูปโภคชุมชน ขณะนี้มีโครงการที่มีความพร้อมจะดำเนินการตามแผนปี 2548 จำนวน 19,248 หน่วย มีวงเงินที่พร้อมจะเบิกจ่ายภายในเดือนธันวาคม 2548 จำนวน 1,276 ล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณอุดหนุนทั่วไปเพื่อดำเนินการของโครงการบ้านมั่นคง ปี 2549 จำนวน 99,252 หน่วย วงเงินรวม 4,096 ล้านบาท และเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ที่เหลือจนถึง ปี 2552 อีกจำนวน 13,555 ล้านบาท ดังนี้ (1) ปี 2550 เป้าหมาย 80,000 หน่วย วงเงินรวม 5,094 ล้านบาท (2) ปี 2551 เป้าหมาย 85,000 หน่วย วงเงินรวม 5,588 ล้านบาท (3) ปี 2552 ผูกพันงบประมาณการเบิกจ่ายวงเงินรวม 2,873 ล้านบาท
    • ทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นเพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ หรือที่มีความเร่งด่วน ขอให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินอุดหนุนให้ก่อนหรือให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เบิกจ่ายจากกองทุน พอช. ไปก่อน และให้กระทรวงการคลังจัดงบประมาณคืนให้สำนักงบประมาณหรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนต่อไป
    • 1.2 วงเงินสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแผนปฏิบัติการโครงการบ้านมั่นคง (พ.ศ. 2548-2551) ซึ่งคาดว่ามีความต้องการวงเงินประมาณรวม 34,200 ล้านบาท โดยขอความเห็นชอบในความร่วมมือให้สถาบันการเงินของรัฐสนับสนุนการให้สินเชื่อ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่ชุมชนตามโครงการ "บ้านมั่นคง" ในลักษณะการให้กู้แบบกลุ่มหรือ แก่สหกรณ์ของชุมชน
  2. ให้หน่วยงานให้ความร่วมมือในการผ่อนปรน การยกเว้นกฎระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาโครงการในเรื่องเกี่ยวกับเทศบัญญัติควบคุมและก่อสร้างอาคาร และทะเบียนบ้านถาวร โดยให้หน่วยงานให้การสนับสนุน ตลอดจนในเรื่องของที่ดินสาธารณะเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการบ้านมั่นคงตามนโยบายของรัฐให้ลุล่วงไปได้ โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว
  3. 3. ให้หน่วยงานเจ้าของที่ดินทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐโดยเฉพาะที่มีชุมชนแออัดอาศัยอยู่ในที่ดินของหน่วยงานเป็นจำนวนมาก เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการศาสนา กรมเจ้าท่า ให้การสนับสนุนการใช้ ที่ดิน รวมทั้งการให้สิทธิการเช่าระยะยาว หรือจัดหาที่ดินรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงของชุมชน

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานว่าได้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการ กลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการท่องเที่ยว กีฬา พุทธศาสนา แรงงานและการพัฒนาสังคม) เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2548 ที่มีมติให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนประสานกับสำนักงบประมาณให้ได้ข้อยุติในส่วนของค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการจริงในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2548 และปี 2549 รวมทั้งรายละเอียดวงเงินที่เพิ่มขึ้น หากรัฐต้องอุดหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในส่วนของสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 พร้อมทั้งสรุปผลการประเมินผล "โครงการบ้านมั่นคง" รวมทั้งการประสานกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ แล้วดังนี้

  1. สำนักงบประมาณและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้ประชุมร่วมกัน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 ผลการประชุมสรุปว่า เรื่องโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ (Mega Project) ดังนั้น จึงเห็นควรให้เสนอการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ ดังนี้
    • 1.1 ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการที่พร้อมจะดำเนินการ 19,248 หน่วย มีวงเงินอุดหนุนที่พร้อมจะเบิกจ่ายภายในเดือนธันวาคม 2548 จำนวน 1,276 ล้านบาท และกรอบการดำเนินงานในปี 2549 จำนวน 99,252 หน่วย จำนวนเงินอุดหนุน 4,096 ล้านบาท โดยรายละเอียดของวงเงินเบิกจ่ายจริงในปี 2549 จะเสนอต่อกระทรวงการคลังต่อไป
    • 1.2 ในเรื่องเงินอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย มีข้อสรุปว่าควรให้เป็นการอุดหนุนตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาชุมชนแออัดบ้านมั่นคงปี 2548-2551 ไว้แล้ว (เฉลี่ยจำนวนหน่วยละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินอุดหนุนหน่วยละ 68,000 บาท) เพื่อให้ดำเนินโครงการได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถเชื่อมโยงกับระบบของสถาบันการเงินในการให้สินเชื่อกับชุมชน
  2. ในส่วนของการประเมินผลการดำเนินงาน "โครงการบ้านมั่นคง" สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้จัดทำการประเมินผลโครงการบ้านมั่นคง โดยได้ว่าจ้างคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการประเมินผลโครงการเรียบร้อยแล้ว และได้นำเสนอเป็นเอกสารแนบในการเสนอแผนปฏิบัติการพัฒนาชุมชนแออัด 4 ปี (พ.ศ. 2548 -2551) ต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 แล้ว
  3. การประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นนั้น ในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมดำเนินโครงการ โดยในแต่ละเมืองได้สนับสนุนให้เกิดกลไกการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในแต่ละเมืองซึ่งในหลายเมืองมีนายกเทศมนตรีเป็นประธานคณะทำงาน นอกจากนี้ได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือขององค์กรท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนแออัด ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา
  4. ขอให้หน่วยงานเจ้าของที่ดินทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะที่มีชุมชนแออัดอาศัยอยู่ในที่ดินของหน่วยงานเป็นจำนวนมาก เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการศาสนา กรมเจ้าท่า ให้การสนับสนุนการใช้ที่ดิน รวมทั้งการให้สิทธิการเช่าระยะยาว หรือจัดหาที่ดินรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงของชุมชน

เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 ตุลาคม 2548 อนุมัติให้โครงการบ้านมั่นคงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ (Mega Project) สาขาที่อยู่อาศัย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเป็นไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนเรื่องงบประมาณให้นำเสนอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวมีแหล่งเงินสนับสนุนชัดเจน รวมทั้งสนับสนุนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบดังกล่าว


14. เรื่อง โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Project) ของกระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega project) ของกระทรวงศึกษาธิการแล้วมีมติอนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน ให้แก่โรงเรียน ทั่วประเทศ จำนวน 250,000 เครื่อง โดยให้สำนักงบประมาณจัดเตรียมงบประมาณให้สอดคล้องกับความจำเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ และให้กระทรวงศึกษาธิการไปสำรวจข้อมูลความจำเป็นของแผนงานโครงการที่ต้องดำเนินการในปี 2549 - 2550 และจัดลำดับความสำคัญ โดยให้เน้นเรื่องการซ่อม สร้างสถานศึกษาและการจัดสนามกีฬาให้แก่ผู้เรียนและให้นำข้อมูลดังกล่าวกลับมาเสนออีกครั้งหนึ่ง


15. เรื่อง สรุปความคืบหน้าการลงทุนในโครงการด้านไฟฟ้าและพลังงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพลังงานรายงานสรุปความคืบหน้าการลงทุนโครงการด้านไฟฟ้าและพลังงานของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (บมจ.กฟผ.) (บมจ. ปตท.) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้

โครงการที่ดำเนินการแล้วและโครงการที่พร้อมประมูลในปี 2548

หน่วยงาน แผนงาน/โครงการ แผนการดำเนินงาน สถานภาพปัจจุบัน
บมจ. กฟผ.
  1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมสงขลาชุดที่ 1 (รวมระบบส่งไฟฟ้า)
2548- 2551
  • ดำเนินการก่อสร้างแล้ว
  • ปริมาณงานแล้วเสร็จ 3.8%
  1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครเหนือชุดที่ 1 (รวมระบบส่งไฟฟ้า)
2548 - 2552
  • เตรียมเปิดประมูลในวันที่ 8 ธ.ค. 48
  1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ ชุดที่ 3 (รวมระบบส่งไฟฟ้า)
2548 - 2552
  • ได้ผู้รับจ้างแล้ว
  • ครม.อนุมัติแล้ว
  • เตรียมลงนามในสัญญา
  1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 5 (รวมระบบส่งไฟฟ้า)
2550 - 2553
  • เตรียมเปิดประมูลในวันที่ 7 ธ.ค. 48
  1. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 2
2548 - 2553
  • เสนอ สศช.แล้ว
  • อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สศช.
  • พร้อมเปิดประมูล ในปลายปี 2548
  1. โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 5 โรง (เขื่อนอุบลรัตน์, น้ำพุง, จุฬาภรณ์, สิรินธร, แก่งกระจาน)
2548 - 2553
  • เปิดประมูลแล้ว
  • อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการฯ
กฟภ.
  1. เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ระยะที่ 2
2548 - 2553
  • ได้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมนำเสนอ ก.มหาดไทย เพื่อนำเสนอ ครม.แล้ว
  1. ก่อสร้างระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะต่าง ๆ ที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว
2548 - 2552
  • เกาะล้าน : ปัจจุบัน สผ. แจ้งผลการพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) แล้วเมื่อ 1 ก.ย.48 และ ก.มหาดไทย พิจารณานำเสนอ ครม.
  • เกาะสมุย : ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมลงนามในสัญญาจ้าง
  • เกาะมุกต์,สุกร,ลิบง, จ.ตรัง : จัดทำรายงานศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น เสร็จแล้วเมื่อ พฤศจิกายน 2547 จ้าง ม.รามฯ เป็นที่ปรึกษาจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ปัจจุบันอยู่ระหว่าง สผ.พิจารณา IEE ดังกล่าว
  • เกาะเต่า : อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการ
  1. ติดตั้งระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟระยะที่ 2
2549 - 2553
  • ได้รับความเห็นชอบจาก คกก. กลั่นกรองคณะที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 48 และจะนำเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบโครงการต่อไป
  1. พัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อยระยะที่ 8 ส่วนที่ 1
2548 - 2553
  • เริ่มดำเนินการแล้ว

สถานีไฟฟ้า

  • จัดหาที่ดินแล้ว 12 แห่ง โดยสำรวจออกแบบแล้ว 9 สถานี
  • อยู่ระหว่างออกแบบ 3 สถานี

สายส่ง

  • สำรวจออกแบบแล้ว 232 วงจร-กม.
  • อยู่ระหว่างออกแบบ 524 วงจร-กม.
  1. พัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อย ระยะที่ 8 ส่วนที่ 2
2549 - 2554
  • สศช. ให้ความเห็นชอบเมื่อ 18 เม.ย. 48
  • ได้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอ ก.มหาดไทย เพื่อนำเสนอ ครม. ให้ความ เห็นชอบ
บมจ.ปตท.
  1. โครงการท่อส่งก๊าซฯ ตามแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 3 ระยะที่ 2
2544 - 2554
  • ระบบท่อบนบกจะเสร็จเรียบร้อยปลายปี 2548
  • ท่อช่วงเอราวัณ-ระยอง จะแล้วเสร็จประมาณ พ.ค. 49 โดยจะสามารถทดลอง ส่งก๊าซช่วงแรกได้ในวันที่ 15 มี.ค. 49
  • ท่อช่วงเอราวัน-อาทิตย์-JDA จะแล้วเสร็จ เรียบร้อยประมาณปลายปี 49

โครงการที่จะดำเนินการต่อไปและอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม

หน่วยงาน แผนงาน/โครงการ แผนการดำเนินงาน
บมจ.กฟผ.1. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 11 2550 - 2553
2. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 2551 - 2555
3. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 13 2553 - 2557
4. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมาณฑล ระยะที่ 3 2551 - 2557
5. โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 1 (380.8 MW) 2550
6. โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 2 (380.8 MW) 2551
7. โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ เครื่องที่ 3 (310 MW) 2552
8. โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ เครื่องที่ 1 (200 MW) 2550
9. โครงการระบบส่งไฟฟ้า 230 เค.วี เชื่อมโยง กระบี่ - พังงา 2551-2555
10. โครงการระบบส่งไฟฟ้า 230 เค.วี. เชื่อมโยงทวาย - จอมบึง 2550-2554
11. โครงการระบบส่งไฟฟ้า 500 เค.วี ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2550-2554
12. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ร่วมแห่งใหม่ชุดที่ 1 (700 MW) 2551-2554
13. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแห่งใหม่ชุดที่ 2 (700 MW) 2551-2554
14. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแห่งใหม่ชุดที่ 5 (700 MW) 2552-2555
15. โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแห่งใหม่ชุดที่ 6 (700 MW) 2552-2555
16. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 2551-
กฟภ. 1. พัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ 9 2550-
2. ก่อสร้างและปรับปรุงเสริมระบบจำหน่าย ระยะที่ 7 2551-
3. เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ระยะที่ 3 2551-
4. โครงการขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร 2551-
กฟน. 1. แผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ปี 2551-2554 2551-2554

16. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรายงานผลความคืบหน้า ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects ) สรุปได้ดังนี้

  1. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีโครงการ Mega Projects จำนวน 4 โครงการ ดังนี้
    • 1.1 ระบบเคเบิลใต้น้ำใยแก้ว (SEA-ME-WE-4) วงเงินลงทุน 2,600 ล้านบาท
    • 1.2 โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA 2000-1X ในส่วนภูมิภาค วงเงินลงทุน 13,430 ล้านบาท
    • 1.3 แผนการพัฒนาระบบโครงข่ายเชื่อมโยงในประเทศ วงเงินลงทุน 1,601.59 ล้านบาท
    • 1.4 โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายเชื่อมโยงในประเทศ วงเงินลงทุน 3,700 ล้านบาท
  2. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีโครงการ Mega Projects จำนวน 3 โครงการ ดังนี้
    • 2.1 โครงการขยายบริการโทรศัพท์ 565,500 เลขหมาย วงเงินลงทุน 8,045.3 ล้านบาท
    • 2.2 โครงการขยายบริการโทรศัพท์ 650,400 เลขหมาย ขอชะลอโครงการ ซึ่งกำลังพิจารณา จะขอเสนอโครงการอื่นแทน
    • 2.3 โครงการทดแทนและเพิ่มประสิทธิภาพชุมสายและสื่อสัญญาณ วงเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท กำลังศึกษารายละเอียดเพื่อขออนุมัติโครงการขยายโครงข่าย Broadband IP และโครงการ 3 G

17. เรื่อง การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ในสาขาต่าง ๆ ตามภารกิจการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ในสาขาต่าง ๆ ตามภารกิจการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาลและสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนี้

1. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ ฯ กับประเทศ ฝรั่งเศส ในลักษณะการค้าค่าตอบแทน มูลค่าโครงการรวม 128 ล้านยูโร (ประมาณ 6,400 ล้านบาท คิดจาก 1 ยูโรเท่ากับ 50 บาท) ระยะเวลาดำเนินงานประมาณ 3 ปีเศษ (กรกฎาคม 2547 - ตุลาคม 2550) โดยกำหนดจะขึ้นสู่วงโคจรราวเดือนกรกฎาคม 2550 ซึ่งข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาและสำรวจทรัพยากรทางทะเล การติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบทางธรณีวิทยา การทำแผนที่ การศึกษาทางโบราณคดี รวมทั้งการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรน้ำ ขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการแล้วในส่วนของการออกแบบเบื้องต้นและข้อกำหนดอุปกรณ์การผลิตข้อมูลภาคพื้นดิน ข้อกำหนดความต้องการของระบบและ การติดตั้งสัญญาณรับดาวเทียม SPOT-5 การออกแบบเบื้องต้นของสถานีควบคุมดาวเทียม และการพิจารณาคัดเลือกจรวดนำส่งดาวเทียม

2. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ดำเนินการโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำที่สำคัญ ดังนี้

2.1 โครงการสารสนเทศเพื่อบูรณาการการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) ขณะนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์ฯ จัดทำแผนโครงการสารสนเทศเพื่อกำหนดแนวทาง การปฏิบัติงาน การบริหารจัดการ การติดตามและประเมินผลเพื่อบูรณาการการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำปิง และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก แล้วขอให้ส่งแผนโครงการฯ ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง มอบหมายให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ร่วมกับกรมชลประทาน และผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นเจ้าภาพในการประสานงานในการจัดทำโครงการพัฒนาและสารสนเทศแม่น้ำระยอง เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการงบประมาณ การติดตามและประเมินผลในการกักเก็บน้ำพื้นที่สำรองน้ำ และวิธีการนำน้ำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ราษฎร ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องมลพิษทางน้ำอย่างเข้มงวด และให้รายงานความก้าวหน้าทุกระยะ ซึ่งได้นำส่งแผนโครงการสารสนเทศเพื่อบูรณาการการจัดการทรัพยากรน้ำไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) ขณะนั้น เห็นชอบอนุมัติงบกลางปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จากงบกลางเงินสำรองจ่าย จำนวน 1.5 ล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินการสำรวจจุดรับ น้ำต่าง ๆ (พื้นที่สำรองน้ำแก้มลิง) ของภาคตะวันออก การดำเนินการในระยะต่อไปมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ที่เป็นกลไกการบูรณาการการจัดการทรัพยากรน้ำ การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ และการประเมินผลสำเร็จของโครงการ ต่าง ๆ รวมทั้งภาพรวมทั้งระบบพื้นที่เป้าหมาย ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก

2.2 รายงานการจัดทำข้อมูล GIS และภาพดาวเทียมเกี่ยวกับน้ำท่วม ปี 2548 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) ขณะนั้น มีบัญชาให้ขอความอนุเคราะห์กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จัดทำภาพถ่ายดาวเทียมเกี่ยวกับน้ำท่วมในจังหวัดต่าง ๆ ในระหว่างช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงตุลาคม 2548 พร้อมทั้งการแปลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อจะได้นำมาประกอบการประชุมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรได้รับข้อมูลการวิเคราะห์สภาพน้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม RADARSAT, LANDSAT , SPOT จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ฯ และได้ดำเนินการแล้วเสร็จ


18. เรื่อง การจัดตั้งกองเรือพาณิชย์โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด กับ กลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทย

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดตั้งกองเรือพาณิชย์โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด กับ กลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง บทด. กับ กลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทย จำนวน 23 บริษัท โดยให้มีสัดส่วนการร่วมทุนของ บทด. และกลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทยเป็นร้อยละ 30 และ 70 ตามลำดับ
  2. อนุมัติให้ บทด. ลงทุนในบริษัทร่วมทุนเป็นเงิน จำนวน 200 ล้านบาท โดยใช้เงินของ บทด. ที่มีอยู่ ภายหลังหักค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
  3. อนุมัติให้บริษัทร่วมทุนสามารถดำเนินกิจการและให้บริการในลักษณะเช่นเดียวกับ บทด. โดยให้ บทด. ดำเนินการส่งมอบธุรกรรมและสิทธิประโยชน์ในการขนส่งต่าง ๆ ของ บทด. ให้บริษัทร่วมทุนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี และให้บริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจต่อไปตามแผนธุรกิจของบริษัทร่วมทุน

ทั้งนี้ ให้กระทรวงคมนาคมกำหนดแนวทางการบริหารจัดการร่วมทุนให้เหมาะสมและไม่เกิดปัญหาผลประโยชน์ขัดกันระหว่างบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ กับบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันที่มีอยู่แล้ว


19. เรื่อง การกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอให้วันพุธที่ 19 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยอนุมัติให้วันพุธที่ 19 เมษายน 2549 เป็นวันหยุดราชการและสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้งในวันที่ 18 เมษายน 2549 ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ โดยไม่ถือให้เป็นวันลาด้วย

คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอว่า ตามที่สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันซึ่งเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 มีนาคม 2549 และคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปภายในสามสิบวันนับแต่วันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ตามมาตรา 131 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น

คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณาในการประชุม ครั้งที่ 157/2548 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 แล้ว เห็นว่าระยะเวลาที่จะต้องดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งภายในสามสิบวัน วันสุดท้ายคือวันพุธที่ 19 เมษายน 2549 ซึ่งการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยกำหนดวันเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง โดยปกติจะกำหนดให้ตรงกับวันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2549 หรือวันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2549 ซึ่งนับเป็นวันที่ 26 หรือวันที่ 27 ของระยะเวลาภายใน 30 วัน แต่เนื่องจากวันดังกล่าวอยู่ในช่วงของวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์ จะมีปัญหาอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการจัดให้มีการเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 2 วัน คือ วันรับอุปกรณ์ล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน และปฏิบัติงานในวันเลือกตั้งอีก 1 วัน จึงเห็นว่าควรจะกำหนดวันเลือกตั้งให้ล่วงเลยวันที่ 16 เมษายน 2549 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติเสนอให้วันพุธที่ 19 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป


20. เรื่อง ผลการเดินทางเยือนประเทศไทยของกรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานผลการเดินทางเยือนประเทศไทย ของกรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค (EC Commissioner for Health and Consumer Protection) ระหว่างวันที่ 8 - 16 พฤศจิกายน 2548 และได้มีการประชุมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 สรุปผลการหารือดังนี้

1. สถานการณ์ และความร่วมมือด้านไข้หวัดนก

1.1) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดนก โดยฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่าการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2548 พบเพียง 10 อำเภอเท่านั้น เนื่องจากฝ่ายไทยได้เตรียมการเรื่องการควบคุมการระบาดจากประสบการณ์ในปี 2547 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการระบาดถึง 21 จังหวัด โดยปัจจุบันนี้ได้มีการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและการทำลายในกรณีที่พบการระบาดอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการอาสาสมัครซึ่งจะมีการรายงานข้อมูลจากอาสาสมัครประจำหมู่บ้านต่าง ๆ กว่า 600,000 คนทั่วประเทศทุกวัน ทำให้ได้รับข้อมูลอย่างทันท่วงทีและสามารถเข้าไปควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระจายตัวของการระบาด ทั้งนี้ ฝ่ายสหภาพยุโรปให้ความสนใจในเรื่องของการดำเนินการควบคุมสถานการณ์ในสัตว์ปีกพื้นเมืองรายย่อยและการตรวจพบเชื้อในนกอพยพ

1.2) กรรมาธิการยุโรปฯ ได้แสดงความชื่นชมการควบคุมโรคไข้หวัดนกของประเทศไทย และการที่ไทยเป็นแกนนำในเรื่องนี้ในระดับภูมิภาค โดยฝ่ายไทยได้ให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบ ACMECS ซึ่งสหภาพยุโรปก็มีโครงการที่จะให้เงินทุนสนับสนุนการป้องกันโรคไข้หวัดนกในภูมิภาคเอเชียเช่นกัน ดังนั้น สองฝ่ายเห็นพ้องให้ร่วมกันดำเนินการในเรื่องควบคุมไข้หวัดนกในระดับภูมิภาคอย่างใกล้ชิดโดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะมีการหารือกันในระดับเจ้าหน้าที่ต่อไป

1.3) สำหรับเรื่องวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกในสัตว์ปีกนั้น สหภาพยุโรปมีความเห็นว่ายังไม่ใช่เครื่องมือที่มีความจำเป็นในขณะนี้ แต่เห็นด้วยกับข้อเสนอฝ่ายไทยที่จะให้มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในเรื่องการศึกษาและวิจัยการใช้วัคซีน ทั้งนี้ สหภาพยุโรปมีประสบการณ์การใช้วัคซีนบ้างในบางประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและมีกฎระเบียบอนุญาตให้ใช้ได้ในสัตว์ปีกในสวนสัตว์และนกหายาก

2. ความปลอดภัยอาหาร

สหภาพยุโรปแสดงความชื่นชมในนโยบายด้านความปลอดภัยอาหารของไทย และเห็นว่าไทยดำเนินนโยบายเรื่องนี้มาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าและการดำเนินงานในลักษณะ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในการนี้ฝ่ายไทยยินดีที่จะเชิญเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปมาดูระบบการจัดการและการควบคุมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ดีได้มาตรฐานสูงสุด ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในสหภาพยุโรปมากขึ้น เพื่อขยายโอกาสการส่งออกของประเทศไทย

สำหรับโครงการระบบเตือนภัยเร่งด่วนอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ (Rapid Alert System on Food and Feed - RASFF) ซึ่งเป็นโครงการที่สหภาพยุโรปดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งในการเป็นกลไกการดำเนินงานที่สำคัญในระบบการควบคุมอาหารของสหภาพยุโรป ฝ่ายไทยเห็นว่าหากนำโครงการนี้มาประยุกต์ใช้จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคของไทย ซึ่งสหภาพยุโรปยินดีให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการจัดทำโครงการ RASFF นี้ และเห็นว่าควรจัดทำเป็นต้นแบบในภูมิภาคอาเซียน โดยมีประเทศเริ่มต้น 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของระบบนี้ ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานเครือข่ายความปลอดภัยด้านอาหารของอาเซียนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปจะร่วมสนับสนุนด้านงบประมาณโครงการด้วย หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จในภูมิภาค จะได้ขยายผลเชื่อมต่อระบบเพื่อเตือนภัยระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนต่อไป

เรื่องอื่น ๆ

3.1 การค้าสินค้าประมง

ปัจจุบันฝ่ายไทยได้ดำเนินโครงการนำร่องระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับการผลิตกุ้ง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โครงการนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งของไทยและสหภาพยุโรป และจะทำให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้น

3.2) โครงการเลี้ยงไก่และหมูระบบ Compartmentalization

ฝ่ายไทยได้แจ้งให้สหภาพยุโรปทราบว่าปัจจุบันฝ่ายไทยกำลังดำเนินโครงการเลี้ยงไก่และหมูระบบ Compartmentalization เพื่อจัดระบบเขตเฉพาะที่มี Biosecurity สูงสุด สามารถควบคุมป้องกันโรคได้จากภายนอก โดยฝ่ายไทยจะได้ออกประกาศระเบียบในเรื่องนี้และดำเนินการโครงการนำร่องเพื่อการเปิดตลาดสินค้าจาก Compartment ในระยะต่อไป

3.3) สินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ (GMOs)

สองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในเรื่องสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้มีการปลูกพืช GMOs เชิงพาณิชย์แต่อย่างใด แต่อนุญาตให้มีการทดลองเพื่อการศึกษาและวิจัย สำหรับการติดฉลากนั้น ประเทศไทยได้ออกระเบียบการติดฉลากเพื่อให้สินค้าที่มีส่วนประกอบจากผลิตภัณฑ์ GMOs ในส่วนของสหภาพยุโรปได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันอนุญาตให้มีการผลิต GMOs เชิงพาณิชย์ และต้องมีการติดฉลากภายใต้ กฎระเบียบที่เข้มงวด


21. เรื่อง ผลการติดตามการจดทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรายงานผลการติดตาม การจดทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

  1. ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงิน (Prepaid SIM Card) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ดังกล่าว มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 470,000 ราย ปรากฏว่า ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2548 ได้มีประชาชนมาขอจดทะเบียนซิมการ์ดทั้งสิ้น 344,954 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 73 และคาดว่าจะมีจำนวนปริมาณเพิ่มขึ้นก่อนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา 24.00 น.
  2. ได้เร่งรัดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางสถานีวิทยุทุกช่อง สถานีวิทยุกระจายเสียง และสื่อสิ่งพิมพ์ ต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และร่วมมือในการจดทะเบียนซิมการ์ดครั้งนี้ให้มากที่สุด
  3. ประสานงาน และขอความร่วมมือผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ ให้มีการประชาสัมพันธ์ทาง SMS และการส่ง Voice mail เพื่อแจ้งไปยังประชาชนโดยตรงให้มาลงทะเบียนซิมการ์ด ก่อนที่จะมีผลระงับสัญญาณการใช้ใน วัน - เวลาดังกล่าว
  4. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงฯ เรื่องการลงทะเบียนบัตรประจำตัวของผู้ใช้บริการ (ซิมการ์ด) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ข้อ 6 วรรคสอง และวรรคสาม

22. เรื่อง รายงานสถานการณ์ความก้าวหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์ความก้าวหน้าในการ ดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก ดังนี้

1. สถานการณ์ของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก มีพื้นที่พบเชื้อโรคไข้หวัดนกและอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังยังไม่ครบ 21 วัน ณ วันที่14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 รวม 4 จังหวัด 6 อำเภอ 9 จุด (ตำบล)ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี 5 จุด ใน 2 อำเภอ จังหวัดนนทบุรี 1 จุด ใน 1 อำเภอ จังหวัดกาฬสินธุ์ 2 จุด ใน 2 อำเภอ จังหวัดอ่างทอง 1 จุด ใน 1 อำเภอ

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบการเกิดโรคไข้หวัดนกระหว่างปี 2547 และปี 2548 ในช่วงเดือนตุลาคม พบว่า ปี 2547 พบโรคไข้หวัดนก 457 จุด ใน 44 จังหวัด ปี 2548 พบโรคไข้หวัดนก 25 จุด ใน 8 จังหวัด

2. ความก้าวหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก

2.1 ผลการจับกุมผู้ลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม - 14 พฤศจิกายน 2548 ตามมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด มีผู้กระทำผิดและถูกจับกุมทั้งสิ้น 43 ราย แบ่งเป็นชนิดสัตว์ของกลางซึ่งยึดได้เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ดังนี้ เป็ดเนื้อไล่ทุ่ง 24,200 ตัว เป็ดไข่ไล่ทุ่ง 49,400 ตัว ลูกเป็ด 97,049 ตัว ไข่เป็ด 3,000 ฟอง ไก่ชน 13 ตัว ไก่เนื้อ 1,784 ตัว ซากเป็ด 100 กิโลกรัม ซากไก่ 4,170 กิโลกรัม

3. กรมปศุสัตว์ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปผลการดำเนินงานการศึกษา ขั้นกลาง ตามโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สำหรับโรคไข้หวัดนกในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการบริหารจัดการ เกี่ยวกับการวิเคราะห์แนวโน้มการแพร่กระจายของโรค พื้นที่เสี่ยง ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามการเปลี่ยนแปลงและเฝ้าระวังเกี่ยวกับสถานการณ์โรคไข้หวัดนกในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในการใช้ข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์และวางแผนการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 เพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดนก โดยเฉพาะการสร้าง เครือข่ายการเฝ้าระวังโรคให้เกษตรกร และประชาชนในชุมชนเขตกรุงเทพมหานคร ให้มีส่วนร่วมในการรายงานการเกิด โรคโดยผ่านอาสาสมัคร ผู้นำชุมชน ตลอดจนอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้มีการรับแจ้งการเกิดโรคและควบคุมโรคให้ สงบได้อย่างรวดเร็ว


23. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง พ.ศ. .... ตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงแรงงานรายงานว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะทางการแพทย์ในปัจจุบัน กับทั้งไม่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินการเพื่อให้การคุ้มครองลูกจ้างตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเท่าที่ควร และกฎกระทรวง ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่สำนักงานประกันสังคมได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนากฎหมายของสำนักงานประกันสังคม ปี 2548 ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2548 จึงสมควรปรับปรุงบทบัญญัติบางประการของกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคมเพิ่มขึ้น จึงได้ยกเลิกกฎกระทรวงว่าด้วยการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง พ.ศ. .... และยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง พ.ศ. .... เพื่อกำหนดโรคเรื้อรังตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ขึ้นใหม่ เพื่อประโยชน์ในการจ่ายเงินทดแทนและการขาดรายได้ให้เหมาะสม โดยมีสาระสำคัญดังนี้ กำหนดโรคเรื้อรังตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ดังนี้

  1. โรคมะเร็ง
  2. โรคไตวายเรื้อรัง
  3. โรคเอดส์
  4. โรคหรือการบาดเจ็บของสมอง หรือเส้นเลือดสมองและเป็นเหตุให้อัมพาต
  5. โรคหรือการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง เป็นเหตุให้อัมพาต
  6. ความผิดปกติของกระดูกหักที่มีภาวะแทรกซ้อนอันได้แก่ กระดูกหักที่มีการติดเชื้อ (Chgronic Osteomyelitis) หรือกระดูกติดช้า (Delayed union) หรือกระดูกไม่ติด (Nonunion) หรือกระดูกติดผิดปกติ (Malunion) หรือเหล็กดามกระดูกหัก (Broken Plate)
  7. โรคอื่น ๆ หรือการเจ็บป่วยที่รักษาตัวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ทั้งนี้ โดยการวินิจฉัยของคณะกรรมการแพทย์

24. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้แต่งตั้งนางนัฎฐภัทร จันทวิช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ (นักโบราณคดี 9 ชช) กรมศิลปากร ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ (นักโบราณคดี 10 ชช) กรมศิลปากร ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งต่อไป

2. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้ง นายปรเมธี วิมลศิริ ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2548 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งต่อไป

3. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคลใน ก.ค.ศ.

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ให้แต่งตั้งนายบุญปลูก ชายเกตุ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคลใน ก.ค.ศ. แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งนางสาวรัชนี ตรีพิพัฒน์กุล เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมในตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการรับฟังความคิดเห็นด้านกฎหมายไทยทางเว็บไซต์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการรับฟังความคิดเห็นด้านกฎหมายไทยทางเว็บไซต์ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นางธนนุช ตรีทิพยบุตร) รองเลขาธิการคณะ รัฐมนตรี (นายวิชัย วิทวัสการเวช) ผู้แทนคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนจากทุกกระทรวง (กระทรวงละ 1 คน) โดยมีผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และแนวทางในการดำเนินการรับฟังความคิดเห็น
  2. ส่งเสริม ประสานงาน และผลักดันให้เกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นทางด้านกฎหมายไทยอย่างแพร่หลาย
  3. กำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
  4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 469/2548 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสุชัย เจริญรัตนกุล) 2. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี นายสุชัย เจริญรัตนกุล) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 551/2548 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยแต่งตั้งให้นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี